UFABETWINS : เหตุใดต้องเรียกว่า “The Kop”

UFABETWINS

เมื่อถึงคราที่ต้องฝังศพ ในสงครามบูร์ พบว่ามีร่างอันไร้ชีวิตของทหารจากสหราชอาณาจักรถึง 70 นายที่โดนยิงตายอยู่ในวิหารทางฝั่งขวา

ท่ามกลางแดดอันแรงกล้าที่ร้อนสุดขีดของทวีปแอฟริกา บรรดาทหารที่เหลืออยู่ก็ต้องพยายามหาอะไรมาปกปิดดวงตาของตัวเอง และต้องคอยระวังตัวจากบรรดาพลซุ่มยิงของ บูร์ (Boer)ที่กำลังเล็งเป้ามาที่พวกเขา

ความร้อนจากแสงแดดบีบให้ทหารหลายคนต้องถอดเครื่องแบบสุดแสนจะแน่นหนาทิ้ง ซึ่งบนชุดเหล่านั้นมันมีการปักชื่อกับตัวเลขระบุตัวตนของพวกเขาเอาไว้ด้วย

การแต่งตัวลักษณะนี้ เหมือนกับตอนอยู่ที่ แลงคาเชียร์ ในเช่วงเดือนมกราคม ซึ่งท้ายที่สุด พวกเขาก็ต้องเสียชีวิตใกล้กับเมือง เลดี้ สมิธ ในช่วงหน้าร้อน

บนเนินสีเขียวที่ห่างออกไป มีสถานที่ที่หนึ่งชื่อว่า สปายอ้อน ค็อป (Spion Kop) กองทัพจักรวรรดิสหราชอาณาจักรกำลังเจอปัญหาในการสู้รบ และร้อยโทหน่วยสายงานข่าววัย 25 ปีที่ชื่อว่า วินสตัน เชอร์ชิลล์ (Winston Churchill)ก็ถูกส่งกลับไปรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ส่วนหน่วยอาสาวัย 30 ปีที่ชื่อ มหาตม คานธี (Mahatma Gandhi) ก็คอยดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ

มันเป็นวันที่กองทัพสหราชอาณาจักรเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน เมื่อนายพลชาวอังกฤษคนหนึ่งประกาศยอมแพ้ แต่อีกคนกลับตะโกนออกมาดังลั่นว่า “ไม่ยอมแพ้”

ในตอนที่เสบียงซึ่งเป็นบิสกิตกระป๋องถูกนำมาส่งผ่านเรือเฟอร์รี่ เพราะเหล่าตัวล่อเดิมที่ถูกใช้ลำเลียงเสบียงอาหารค่อยๆ ตายจากอาการอ่อนล้า หรือไม่ก็โดนลูกกระสุนปืนยิงตายไปเสียก่อน

มันเป็นช่วงที่มีคนตายมากมายนับไม่ถ้วน และการต่อสู้ก็เป็นเพียงการรบกันอันเปล่าประโยชน์.. ไม่มีการได้พื้นที่มาแม้แต่นิ้วเดียว สงครามบูร์นี้กินเวลามากกว่า 2 ปี

อังกฤษ ต้องตื่นตระหนก อาณาจักรผู้ดีกำลังสั่นคลอน และ เดอะ ค็อป ก็ถือกำเนิดขึ้น

สถานที่ดังกล่าวถูกเรียกว่า “สุสานของการสังหารหมู่” (The acre of massacre) ในประวัติศาสตร์ของการสงคราม ไม่เคยมีคนเสียชีวิตเยอะขนาดนี้บนพื้นที่เล็กๆ ขนาดนี้มาก่อน เชอร์ชิลล์ ให้คำนิยามถึง ยอดเนินสีเขียว สปายอ้อน ค็อป ว่า “มีขนาดพอๆ กับจัตุรัสทราฟัลการ์ ทหารสหราชอาณาจักรจำนวน 2,000 คนถูกกดดันให้รวมตัวกันอยู่ในพื้นที่ขนาดเล็ก และทั้งหมดต่างหวาดกลัวกับการนองเลือดที่เกิดขึ้น สนามเพลาะแคบๆ เต็มไปด้วยซากศพและคนที่ได้รับบาดเจ็บ”

ถึงแม้กองทัพฝั่ง บูร์ จะมีจำนวนน้อยกว่า แต่พวกเขารู้จักภูมิประเทศและสภาพอากาศดีกว่า

พวกเขารู้ว่าสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยฝนอันเย็นยะเยือกและหมอกตอนเช้า มันคือภาพลวงตาที่จะกลายเป็นอากาศร้อนระดับ 40 องศาได้อย่าวรวดเร็ว และพวกเขาก็รู้ดีด้วยว่าตัวเองมีอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่เอี่ยมรออยู่ ซึ่งอาวุธที่ว่านี้ ได้มาจากพ่อค้าอาวุธของอังกฤษเอง

สงครามน่ะมันมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ใน แอฟริกาใต้ ดินแดนที่มีเงินและแร่ชั้นยอด ทหารสหราชอาณาจักรถูกสั่งให้มาทำหน้าที่ที่นี่ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเกิดเมืองนอน เป็นระยะทางถึง 6,000 ไมล์ พวกเขามาเพราะเรื่องของทองคำ และการที่ บูร์ ต่อกรกับอำนาจของจักรวรรดิ

แม่น้ำทูเจล่า เป็นเหมือนเส้นขีดกันที่ไม่สามารถข้ามได้เด็ดขาด และ บูร์ ก็เคยได้ข้ามไปแล้ว

สปายอ้อน ค็อป หรือแปลเป็นไทยว่า “ภูเขาระวังภัย” ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำเทจูล่า และจากบนยอดของ ค็อป นั้น ถือว่าเป็นมุมที่ชวนฝันสุดๆ

เวลาผ่านไป 1 ศตวรรษ แม่น้ำเทจูล่า ที่เคยยิ่งใหญ่ก็แห้งเหือดไปเป็นพื้นที่แห้งแล้งใต้เท้าเรา

เรย์มอนด์ เฮรอน ผู้เป็นเหมือนหนังสือประวัติศาสตร์เดินได้บนสนามรบ สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรง, ความสูญเสีย และผลกระทบของทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้า เขาบอกว่า “พวกผู้มีอำนาจบอกว่ามีทหารสหราชอาณาจักรเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ 322 คน งั้นเหรอ นี่มันโฆษณาชวนเชื่อที่หลอกกันชัดๆ”

เฮรอน ชี้ไปยังปูชนียสถานที่ห่างออกไป 20 เมตร แล้วเอ่ยว่า “นั่นมันกองทหารของ อิมเพเรียล ไลท์ นี่นา พวกเขาบอกว่าเห็นว่ามันมีศพมากกว่า 700 ศพแน่ะ”

ขณะที่ เชอร์ชิลล์ เคยบอกว่าจากจำนวนทหารสหราชอาณาจักรทั้งหมด 2,000 คน มีเกินครึ่งหนึ่งที่ตายหรือได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเข้าใจได้เลยว่าเขา(เชอร์ชิลล์)ท้อแท้ต่อความไร้สามารถของพวกผู้มีอำนาจที่สั่งการลงมาเหลือเกิน

การสู้รบในช่วงเดือนมกราคม ปี 1900 กินเวลามากกว่า 2 วัน และพอถึงวันที่ 3 ทั้งสองฝ่ายก็ทำสัญญาสงบศึกตามขั้นตอนแบบเป็นทางการ เพื่อที่พวกเขาจะได้ฝังศพทหารที่เสียชีวิต และทำการรักษาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งทั้งกองทัพ บูร์ และสหราชอาณาจักรต่างมีซากศพทหารกล้าฝังตามสนามเพลาะเต็มไปหมด

คานธี ซึ่งเคยพยายามทำให้คนของจักรวรรดิยอมเคารพต่อความเท่าเทียมกันของชาวอินเดียภายในจักรวรรดิ ก็ได้ช่วยจัดการและขนส่งศพกว่า 1,100 รายระหว่างช่วงสงคราม และนั่นรวมถึงคนอินเดียกับชาวซูลส์ ที่เป็นคนท้องถิ่นด้วย

เดิมทีผู้คนของ คานธี โดนสั่งให้อยู่นอกแนวการรบ แต่ สปายอ้อน ค็อป จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ตามคำขอร้องของรัฐบาลสหราชอาณาจักร

 “เรื่องที่เกิดขึ้นที่ สปายอ้อน ค็อป ทำให้เราต้องอยู่ในแนวการรบ” คานธี กล่าวใน My Experiments with Truth หนังสืออัตชีวประวัติของเขา

 “ระหว่างช่วงนั้นเราต้องเดินทัพเป็นระยะทาง 20-25 ไมล์ต่อวัน โดยที่ต้องแบกเหล่าคนได้รับบาดเจ็บซึ่งนอนอยู่บนเปลเอาไว้ด้วย”

ซึ่งจากคำบอกเล่าของ เฮรอน นั้น จำนวนศพถือว่าเยอะมากๆ แต่พวกเขาเพิ่งได้ทำอนุสรณ์บนยอดเขาเมื่อไม่นานมานี้

คานธี รู้สึกว่าความช่วยเหลือที่เกิดขึ้นทำให้มันหมายความว่าทัศนคติของคนขาวเหมือนจะเปลี่ยนไป เขาบอกว่าการได้พูดคุยกับทหารหลายพันนายทำให้แนวคิดเปลี่ยนไป

ทหารสหราชอาณาจักรหลายร้อยหลายพันนายถูกฝังตั้งแต่จุดที่พวกเขาเสียชีวิต หรือที่ตรงนั้นคือสนามเพลาะในทุกวันนี้ที่ถูกประดับด้วยหินสีขาว

หลายคนถูกฝังโดยที่ไม่มีใครรู้ชื่อ เพราะพวกเขาทิ้งเครื่องแบบของตัวเองไปแล้ว และก็เหมือนที่บอกเอาไว้ว่า ชื่อกับเลขระบุตัวตน มีอยู่บนเฉพาะเครื่องแบบเท่านั้น ฉะนั้นแล้ว การที่ศพเหล่านั้นไม่มีเครื่องแบบก็ทำให้พวกเขากลายเป็นทหารไร้ชื่อ

อย่างไรก็ตาม ที่สหราชอาณาอาจักรไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ทหารไร้ชื่อ” เพราะคนที่บ้านเกิดของพวกเขารู้จักชื่อคนเหล่านั้นดีอยู่แล้ว ยามที่มีการไปเคาะประตูบ้านของญาติผู้เสียชีวิตเพื่อแจ้งข่าวเศร้า ในเมือง ลิเวอร์พูล, แบล็คเบิร์น, มิดเดิ้ลเซ็กซ์ และ ฟัลเคิร์ก แล้วนั้น.. ผลสะท้อนของเหตุการณ์ที่ สปายอ้อน ค็อป ก็ถูกพูดถึงมากขึ้น

กองทัพบกและกองทัพเรือกาเซ็ตต์ ระบุว่าชื่อผู้เสียชีวิต ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ในกองทหารลำดับที่สองของ แลนคาสเตอร์ มีนามสกุลอย่าง ฮิวจ์ส, แฟร์คลัฟ และ โมแรน รวมอยู่ด้วย ซึ่งนามสกุลเหล่านี้ต่อมามีความหมายกับ ลิเวอร์พูล ในอีกหลายทศวรรษให้หลัง

ขณะเดียวกัน ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเมืองลิเวอร์พูล ขึ้นพาดหัวในวันที่ 27 มกราคม ว่า “ความลับของ สปายอ้อน ค็อป” ส่วนสื่อในยอร์คเชียร์มันมีการใส่ประโยคว่า “หายนะแห่ง สปายอ้อน ค็อป” ส่วนสื่อใน ดันดี เลือกใช้ประโยคว่า “ความวุ่นวายแห่ง สปายอ้อน ค็อป”

    “สปายอ้อน ค็อป” กลายเป็นคำที่พูดถึงทุกวันอย่างรวดเร็ว มันถูกใช้สื่อถึงพื้นที่บางส่วน อย่างเช่นใน แมนฟิลด์ ก็มีสถานที่ที่ถูกเรียกว่า สปายอ้อน ค็อป ที่ ฮาร์ทลี่พูล ก็มีสุสานที่ถูกตั้งชื่อแบบเดียวกัน ไม่เพียงแค่สองเมืองนี้ เหมืองถ่านหินใน สกอตแลนด์, สนามม้า, หลุมในสนามกอล์ฟ หรือแม้แต่ร้านดอกไม้ ก็ยังมีการใช้ชื่อ สปายอ้อน ค็อป

ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่การทำเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองแต่อย่างใด ซัฟโฟล์ค อีฟนิ่ง สตาร์ บอกว่านี่คือ “เรื่องราวอันน่าเศร้าของ สปายอ้อน ค็อป ที่มีบทเรียนอันหลากหลาย”

อารมณ์เศร้าเหล่านั้นเกิดขึ้นทั่วทุกหนแห่ง แม้กระทั่งใน สนามฟุตบอล

ชื่อสโมสร อาร์เซน่อล หรือ วูลวิช อาร์เซน่อล(Woolwich Arsenal) ชัดเจนว่ามีความเกี่ยวข้องกับการทหาร

ฤดูกาล 1903-04 อาร์เซน่อล เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกและทีมก็สร้างความพร้อมกับการได้เล่นลีกระดับที่สูงขึ้นด้วยการพัฒนา สนาม เดอะ เมเนอร์ กราวด์ (สนามเก่า) ที่ พลัมสเตด

เดือนสิงหาคม 1904 สปอร์ติ้ง ไลฟ์ อธิบายการเติบโตของสนามและให้คำจำกัดความว่า “ฝูงกองเชียร์ที่อยู่บน แอ็บบี้ย์ เอนด์ มันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นที่รู้จักในชื่อ สปายอ้อน ค็อป (Spion Kop)

2 เดือนต่อมามีจดหมายส่งไปยัง วูลวิช กาเซ็ตต์ เพื่อแสดงความกังวลถึงจำนวนของแฟนบอลตรง สปายอ้อน ค็อป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอัฒจันทร์ฝั่ง แอ็บบี้ย์ วู้ด

แล้วคำว่า “สปายอ้อน ค็อป” นั้น ได้ถูกบันทึกอยู่ในพจนานุกรมลูกหนัง ตั้งแต่ปี 1907

วูลวิช กาเซ็ตต์ ฉบับที่ 1 ของเดือนกุมภาพันธ์ ในปีนั้น มีเนื้อหาครอบคลุมถึง การประชุมครึ่งปีของ อาร์เซน่อล

เคนเนดี้ ผู้อำนวยการ ได้ให้รายละเอียดบัญชีและแสดงความเห็นเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงินใหม่ของ อาร์เซน่อล

หนึ่งในบริษัทรับประกันที่ใหญ่ที่สุดในย่าน ลอมบาร์ด สตรีท เสนอที่จะให้สโมสรกู้เงิน 9,000 ปอนด์ เพื่อเอาไปใช้กับสนามในเรื่องการทำให้ลานตรงฝั่ง สปายอ้อน ค็อป มีสภาพดีกว่าสนามอื่นๆ ในประเทศ และจะปรับให้สูงกว่าของที่อื่นอีกด้วย

และทันทีที่สภาเมืองซ่อมแซมถนนเสร็จ พวกเขาก็จะหันไปทำงานกับสนามอย่างเต็มที่จนทำให้มันสูงเสียดฟ้าเข้าใกล้สวรรค์มากขึ้นทุกที

คริสมาสต์ 1906 เมื่อ เบอร์มิงแฮม เปิดใช้สนาม เซนต์ แอนดรูวส์ สื่อท้องถิ่นอย่าง เบอร์มิงแฮม เมล์ รายงานว่ามีฝูงชน 25,000 คนอยู่ในพายุหิมะ

    “สปายอ้อน ค็อป ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งตรงส่วนที่มีการตั้งรั้วเอาไว้ และใกล้กับ เอ็มเมลิน สตรีท ที่ใครก็สามารถเข้าไปได้นั้น มันมีคนอยู่กันเยอะจนแออัดเกินไป”

จะเห็นว่า “ค็อป” ในที่อื่นๆ เริ่มจะมีมากขึ้น นอกจาก เบอร์มิงแฮม แล้ว ที่ ฮิลล์สโบโร่ และ บรามอลล์ เลน ใน เชฟฟิลด์ ก็เป็นอีกสองทีมตัวอย่างที่ใช้คำคำนี้

ปี 1906 ลิเวอร์พูล ที่เพิ่งคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ไม่นาน ก็เริ่มมีความคิดจะปรับปรุง แอนฟิลด์ ลิเวอร์พูล เพิ่งถูกซื้อจาก วิลเลี่ยม โฮลดิ้ง ลูกชายของ จอห์น ผู้ก่อตั้งสโมสร

สำหรับฤดูกาล 1906/07 การจะปรับปรุงสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่บนพื้นที่ฝั่ง แอนฟิลด์ โร้ด หมายความว่าพวกเขาจะต้องไปเล่น ช่วงพรี-ซีซั่น ที่ นิว ไบร์ทตัน ซึ่งจาก หนังสือพรีวิวซีซั่นนั้นของ สปอร์ติ้ง ไลฟ์ เรียกการปรับปรุงครั้งนี้ว่า “เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์แบบ”

ขนาดของสแตนด์ฝั่ง วอลตัน เบร็ค โร้ด และ ฝั่งโอ็คฟิลด์ โรด ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ เอร์เนสต์ เอ็ดเวิร์ดส์ นักเขียนจาก ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ เรียกมันว่า “สปายอ้อน ค็อป” 

และถึงแม้มันจะไม่ใช่ทีมแรกที่ตั้งชื่อนี้ แต่ ลิเวอร์พูล จะเป็นทีมสุดท้ายที่ได้ใช้มัน

อย่างไรก็ตาม ซีซั่นแรกของ แอนฟิลด์ ค็อป กับ ลิเวอร์พูล ทีมกลับจบด้วยผลงานอันดับที่ 15 และตอนเดือนเมษายน ที่พวกเขาแข่งกับ ดาร์บี้ ที่นี่นั้น บรรยากาศสนามอยู่ในสภาพที่ สปายอ้อน ค็อป แทบจะเป็นที่ร้าง

ปี 1913 อาร์เซน่อล หนีจาก พลัมสเตด เพื่อมุ่งหน้าไปยัง ไฮบิวรี่

เดือนกันยายน ปี 1914 หกสัปดาห์ก่อนการเจอกันระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ อาร์เซน่อล สื่อ เอ็คโค่  เอาภาพที่มีแฟนบอลยืนกันเต็มอัฒจันทร์มาขึ้นหน้า 1 พร้อมแคปชั่นว่า “The Spion Kop Army at Anfield”

แล้ว ค็อป ของ อาร์เซน่อล ก็จากไป ในตอนที่ ค็อป ของ ลิเวอร์พูล กำลังก้าวขึ้นมา และบทสรุปเรื่องนี้มีแค่ 2 ทาง ถ้าไม่รุ่งก็คือร่วงไปเลย

ใกล้กับชั้นล่างสุดของทางเดินไปยัง สปายอ้อน ค็อป เต็มไปด้วยฝุ่นอันหนาเตอะ ในนั้นมีการสร้างประตูขนาดเล็กขึ้นมา โดยมีผ้าพันคอ ลิเวอร์พูล, ธงลายสามเหลี่ยม 2 อัน และธงรูปนกไลเวอร์เบิร์ดที่มีคำว่า Durban Supporters Club ประดับโดดเด่นเป็นสง่า

เอียน พาร์คเกอร์ คือประธานกองเชียร์ลิเวอร์พูล โยฮันเนสเบิร์ก และทุกๆ ปี ในวันครบรอบเหตุการณ์ ฮิลล์สโบโร่ บรรดากองเชียร์จะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากแอฟริกาใต้ เพื่อมาฟังชื่อของผู้เสียชีต 96 ราย บนถนน เลปปิงส์ เลน ก่อนที่ปี่สก็อต จะบรรเลงเพลง You’ll Never Walk Alone

    “สำหรับเราแล้ว สปายอ้อน ค็อป เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ” พาร์คเกอร์ กล่าวถึงความผูกพันในแถบแอฟริกาใต้

    “แม้มันจะเป็นเรื่องเศร้าแต่มันก็น่าภูมิใจ”

    ที่ พรีทอเรีย และ เคป ทาวน์ จะมีกองเชียร์ของสโมสร เช่นเดียวกับที่ ดูร์แบน และ โยฮันเนสเบิร์ก ซึ่ง พาร์คเกอร์ บอกว่าเคยมีแฟนบอลกว่า 2,500 คนนั่งชม ลิเวอร์พูล แข่งกับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ผ่านจอสกรีน

    “นี่เป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ และเมื่อมีบิ๊กแมตช์เกิดขึ้น เราจะเปิดห้องใหญ่ๆ 4 ห้อง, เต๊นผ้าใบ และนำรถอาหารมาไว้คอยบริการ”

ย้อนกลับไปในปี 1906 แฟนบอลของ ลิเวอร์พูล มีแค่จากเมือง ลิเวอร์พูล เท่านั้น แต่มาวันนี้ ลิเวอร์พูล มีกลุ่มแฟนบอลเกิน 300 กลุ่มใน 90 ประเทศทั่วโลก และถ้าฤดูกาลนี้พวกเขาได้แชมป์ลีกครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1990 แล้วล่ะก็ ตัวเลขดังกล่าวก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกมกับ แมนฯ ซิตี้ แชมป์เก่า จึงเป็นเกมที่หลายคนให้ความสำคัญเอามากๆ

ณ สปายอ้อน ค็อป ล็อดจ์ ที่ที่ วินสตัน เชอร์ชิลล์ พักอาศัยอยู่สั้นๆ ในปี 1900 และเป็นสถานที่รำลึกแด่ผู้เสียชีวิตโดยมีแผ่นแกะสลักประดับอยู่ 96 แผ่น ซึ่ง เรย์มอนด์ กับ ลีเนตต์ เฮรอน ต่างมองไกลจนสุดสายตา

มกราคม ปี 2020 ถือเป็นวันครบรอบ 120 ปีของการสู้รบ และพวกเขาก็ได้ติดต่อกับ ลิเวอร์พูล แล้วว่าจะเรียกความทรงจำกลับมาได้ยังไง แล้วไม่ช้าทั้งคู่ก็จะเดินทางไป แอนฟิลด์ เร็วๆ นี้

เกมที่จะตรงกับวันครบรอบ คือแมตช์ที่ ลิเวอร์พูล ออกไปเยือน วูล์ฟส์ ในวันที่ 23 มกราคม แล้วเกมในบ้านก่อนหน้านั้นคือการเจอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด

ในยุคสมัยที่ฟุตบอลถูกจัดให้เป็นส่วนสำคัญในการแสดงออกของสังคมต่อการรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต เราก็ได้เข้าสู่ยุคสมัยที่มันมีการยืนสงบนิ่งและการทำบางอย่างเพื่อสดุดีผู้ที่เสียชีวิต

บางคนอาจไม่โอเคแต่บางคนก็ยินดีกับเรื่องนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คำว่า สปายอ้อน ค็อป ก็จะเป็นสิ่งเตือนใจว่า ฟุตบอลเคยผ่านเรื่องอะไรมาก่อน

ชื่อเสียงของ ค็อป ณ แอนฟิลด์ เติบโตขึ้นต่อเนื่อง..

เอลิช่า สกอตต์ ผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดของ ลิเวอร์พูล ซึ่งเคยเล่นให้ทีม 22 ปี ตั้งแต่ปี 1912 คือ ราชาแห่งเดอะ ค็อป (King of the Kop) คนแรก โดยในก่อนทศวรรษ 1920 เขาร่วมคว้าแชมป์ลีก 2 สมัยกับทีม

เดอะ ค็อป มีลักษณะไม่มีอะไรปกปิด มีขั้นบันได 106 ขั้น และในปี 1928 ได้มีการสร้างหลังคาขนาด กว้าง 130 เมตร ยาว 24 เมตร

การส่งเสียงเชียร์ถือว่าดีขึ้น แต่ตอนนั้นทีมมีฟอร์มธรรมดาๆ จนทำให้ไม่มีอะไรที่น่าตะโกนเชียร์เท่าไหร่ ระหว่างปี 1923 ถึง ปี 1964 ลิเวอร์พูล ได้แชมป์ลีกครั้งเดียว คือปี 1947 ซึ่งเป็นช่วงที่ บ็อบ เพสลี่ย์ เป็นผู้เล่นของสโมสร

5 ปีต่อมา แอนฟิลด์ ถูกบันทึกสถิติมีผู้ชมเข้ามาเยอะมากที่สุด ถึง 61,905 คน ในเกมเอฟเอ คัพ กับ วูล์ฟส์ แต่ในปี 1954 ลิเวอร์พูล กลับตกชั้นไปเล่น ดิวิชั่น 2 ก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในยุคของ บิลล์ แชงค์ลี่ย์

แชงค์ลี่ย์ เข้ามาปฏิวัติทุกอย่าง ทุกกระเบียดนิ้ว ทั้ง ภายในทีม, สนาม, ชุดแข่ง และ เดอะ ค็อป

ตอนที่เขาเข้ามาเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1959 แชงค์ลี่ย์ พูดว่า “พื้นสนามมันยังไม่ดีพอสำหรับผู้คนของ ลิเวอร์พูล และทีมก็ยังไม่ดีพอสำหรับคนของ ลิเวอร์พูล เช่นเดียวกัน”

ทั้งเดอะ ค็อป และผลงานทีม ลงตัวกันมากขึ้น ภายในระยะเวลา 4 ปี ลิเวอร์พูล กลับมาครองแชมป์ลีกอีกครั้งและเดอะ ค็อป ก็เต็มไปด้วยผู้คนและคลื่นมหาชนที่เอนไหวไปตามเสียงเพลง และส่งเสียงเชียร์กันดังสนั่น

ในปี 1964 ช่วงเวลาเดียวกันกับปรากฏการณ์ เดอะ บีทเทิล อันโด่งดังไปทั่วโลก รายการของบีบีซี อย่าง พาโนราม่า ได้ถ่ายทอดสดเกมที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ อาร์เซน่อล ในยุคที่ไม่มี ค็อป อีกแล้ว 5-0 และพวกเขาก็ได้แชมป์ลีกในเกมนี้

“ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เหมือนกับผู้คนใน ลิเวอร์พูล มาก่อนเลย” นักข่าวพาโนราม่า กล่าวด้วยน้ำเสียงสุดช็อกตอนอยู่ข้างหน้า เดอะ ค็อป

  “ดยุคแห่งเวลลิงตันก่อนที่จะออกรบสมรภูมิ วอเตอร์ลู เขาได้พูดถึงความแข็งแกร่งของกองกำลังตัวเองว่า -ผมไม่รู้หรอกนะว่าพวกเขาทำอะไรกับศัตรูบ้าง? แต่ผมขอบอกเลยว่ามันทำให้ผมกลัวสุดๆ? – และผมก็มั่นใจเลยว่าผู้เล่นบางคนที่นี่ในเกมนี้ ตอนบ่ายนี้ จะต้องรู้สึกเดียวกันแน่นอน”

ขณะที่กล้องค่อยๆ จับภาพไปยังกลุ่มแฟนบอล นักข่าวคนเดิมกล่าวต่อว่า “การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องมนุษยวิทยาของแฟนบอล ค็อป กลุ่มนี้จะถูกนำเสนอในฐานะวัฒนธรรมยอดฮิตที่มีความสมบูรณ์แบบและน่าประหลาดใจไปพร้อมๆ กัน ในกลุ่มเกาะของทะเลตอนใต้”

 “จังหวะโยกตัวไปมาตามจังหวะเสียงเพลงดูเป็นระเบียบ ผู้คนกว่า 28,000 คนบนฝั่ง เดอะ ค็อป เริ่มร้องเพลงเปล่งเสียงไปพร้อมกัน ดูเหมือนพวกเขาจะรู้กันตามสัญชตญาณของตัวเอง ตลอดการแข่งขันทุกคนจะคิดคำใหม่ๆ ซึ่งตามปกติแล้วจะเป็นเค้าโครงของเพลงเชียร์อันเก่าแก่ของ ลิเวอร์พูล ไปจนถึงพวกคำยกยอนักเตะ หรือไม่ก็ถ้อยคำอันโหดร้าย และคำตลกลามกถึงตำรวจแบบรุนแรง แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังร้องด้วยเสียงอันดังสนั่น และดูเหมือนจะสื่อสารกับผู้อื่นจนเข้าใจกันและกันอยู่ตลอดอย่างน่าประหลาดใจด้วยสิ่งที่เรียกว่า ‘Wacker’, the spirit of Scouse.”

แชงค์ลี่ย์ เป็นคนบอกเล่าถึงเรื่องต่างๆ ให้แฟนบอลรู้เอง เปรียบเสมือนเป็นนักเทศน์ของเหล่า เดอะ ค็อป เขาเล่าตำนานให้ทุกคนฟัง และบอกเล่าถึงหลุมศพที่ฝังอยู่ในปากประตูของ ค็อป เพื่อที่แฟนๆ จะได้ยังคอยเชียร์ในตอนตายได้เหมือนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาอาจจะเป็นคนที่ทำให้เกิดการส่งเสียงเชียร์ที่ดังสนั่นที่สุดเลยด้วยซ้ำ โดยเกมดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี 1965 ซึ่งวันนั้น เอาชนะ อินเตอร์ มิลาน 3-1 ทั้งที่ทีมดังจากอิตาลีมีดีกรีเป็นแชมป์ยุโรป แถมสกอร์มันน่าจะขาดลอยมากกว่านั้นด้วย

 “ให้ตายเถอะ มันเป็นเสียงเชียร์ที่ดังสนั่นจนน่าเหลือเชื่อสุดๆ คนพวกนี้มันบ้าไปแล้ว” แชงค์ลี่ย์ ระบุ

ขณะที่ คอร์ริเอเร่ เดลล่า เซร่า สื่อของอิตาลี สื่อถึงการเชียร์ของเหล่า เดอะ ค็อป ว่า “เป็นการเชียร์ที่น่าประทับใจ, มีสีสันที่งดงาม และน่าทึ่งสุดๆ” มันเป็นค่ำคืนที่แม้กระทั่ง เอเลนิโอ เอร์เรร่า กุนซือ อินเตอร์ ที่ว่ากันว่าเป็นคนที่ดูน่าเกรงขามสุดๆ ยังพูดเลยว่า “ก่อนหน้านี้เราแค่แพ้ แต่วันนี้เราโดนฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ”

    เมื่อถึงตอนนี้ บทเพลง “You’ll never walk alone” กลายเป็นเพลงประจำสโมสร และเดอะ ค็อป ก็โด่งดังในเวทีฟุตบอลยุโรป จนสร้างชื่อได้ในช่วงยุค 70-80

เดือนมีนาคม 1972 แชงค์ลี่ย์ สั่งให้หัวหน้าคนงาน เบิร์ต จอห์นสัน ทำป้าย “This is Anfield” โดยเขาตั้งใจว่าจะใช้สิ่งนี้เพื่อข่มขวัญคู่แข่ง และเกมแรกที่มีป้ายนี้ ลิเวอร์พูล เอาชนะ นิวคาสเซิล 5-0

ในปี 1977 อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เข้าชมเกมยูโรเปี้ยน คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แซงต์ เอเตียน ซึ่งโปรแกรมเกมต่อไปเขาได้เขียนในตอนที่อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการทีม เซนต์ เมียร์เรน ว่า “ผมไม่ได้เดินออกจากสนามหลังจบเกม ผมไหลตามแฟนบอลต่างหาก” สำหรับตัวเขาแล้ว แอนฟิลด์ ถือเป็นของแท้

อย่างไรก็ตาม ช่วงยุค 80 นำมาซึ่งเหตุการณ์ เฮย์เซล และ ฮิลล์สโบโร่ ส่วนในปี 1990 ก็ยังมีรายงานของ เทย์เลอร์

4 ปีหลังจากนั้นพื้นที่ตรง ค็อป ก็มีการติดตั้งเก้าอี้ทั้งหมด ด้วยความจุ 12,000 คน ส่วนรูปปั้นของ แชงค์ลี่ย์ ก็ถูกตั้งไว้หน้าทางเข้า แต่ถึงอย่างนั้นหลายคนรู้สึกว่าบรรยากาศมันแย่กว่าแต่ก่อน ซึ่งเคยมีแผนที่จะย้ายจาก แอนฟิลด์ ไปยัง สแตนลี่ย์ พาร์ค

UFABETWINS

มิหนำซ้ำ การมีสภาพทีมที่แย่ลง ไม่ได้แชมป์อะไรเลยก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้วันอาทิตย์มันไม่ได้มีความสำคัญกับแฟนบอล ลิเวอร์พูล เหมือนในอดีต ตัวอย่างคือ จนถึงตอนนี้ ลิเวอร์พูล ยังไม่ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เดอะ ค็อป กลับมาสร้างชื่อในค่ำคืนฟุตบอลยุโรป หลังจากเอาชนะ ยูเวนตุส 2-1 ในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2005

ฟาบิโอ คาเปลโล่ เทรนเนอร์ยูเวนตุส ในตอนนั้น พูดว่า “ที่ แอนฟิลด์ แม้แต่ผู้เล่นที่มีประสบการณ์สูงยังต้องเริ่มต้นด้วยความสั่นไหว เพราะเรื่องของความตื่นเต้นในสนาม เราเองยังเกือบอยู่ในสภาพงงเป็นไก่ตาแตกในตอนแรกๆ เราโดนแฟนบอลของพวกเขากดดันอย่างหนัก ขณะที่เหล่านักเตะ ลิเวอร์พูล ก็ฮึกเหิมจนดูเหมือนจะเอาอะไรมาขวางก็หยุดไม่อยู่”

ถึงกระนั้น ในกลุ่มแฟนบอลที่เป็นคนเมืองลิเวอร์พูลเองก็ยังหงุดหงิดที่ เดอะ ค็อป และสนามมักจะเงียบเป็นป่าช้า บรรยากาศในวันเสาร์ มันจืดชืดแบบซ้ำซากมากเกินไป ขณะที่เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2015 ดิ แอนฟิลด์ แร็พ ก็เคยเขียนบทความเกี่ยวกับสนาม โดยมีช่วงหนึ่งบอกว่า “นี่ไม่ใช่อีกหนึ่งบทความเกี่ยวกับบรรยากาศที่น่าตื่นตะลึงของ แอนฟิลด์”

แล้วสิ่งที่เป็นอยู่ก็เริ่มต่างไป อะไรเดิมๆ สมัยก่อนก็เริ่มกลับมา

5 เดือนหลังจากบทความนั้นเผยแพร่ ลิเวอร์พูล แต่งตั้ง เจอร์เก้น คล็อปป์ ขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีม…

วันที่ 7 พฤษภาคม ปี 2019 ลิเวอร์พูล เตรียมเผชิญหน้ากับ บาร์เซโลน่า ในรอบรองชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก เลกสอง

ยักษ์ใหญ่จากคาตาลัน ตุนความได้เปรียบจากเกมแรก 3-0 ซึ่งตอนแรก นี่ดูเหมือนจะเป็นอีก 1 เรื่องราวที่พูดถึงความยอดเยี่ยมของ ลิโอเนล เมสซี่

หลังหมดช่วงเวลาครึ่งแรก ลิเวอร์พูล ขึ้นนำ 1-0 และช่วงครึ่งหลัง พวกเขาลงเล่นโดยที่บุกเข้าฝั่ง ค็อป

ได้บุกในทิศทางที่หันหน้าสู่หลุมศพของ แชงค์ลี่ย์

ได้บุกในทิศทางที่เผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ของตัวเอง

ในค่ำคืนที่แม้กระทั่งความยอดเยี่ยมของ เมสซี่ ยังโดนฝันกลบมิดจนเล่นไม่ออก ลิเวอร์พูล และ ค็อป ของพวกเขาร่วมกันสร้างผลงานที่สุดยอดออกมาได้

ลิเวอร์พูล ยิงเพิ่มได้อีกสามประตู พลิกกลับมาเข้ารอบด้วยประตูรวม 4-3 และอีก 25 วันหลังจากนั้นพวกเขาก็กลายเป็นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ในชัยชนะเหนือ ท็อตแน่ม ที่กรุงมาดริด

แล้วเรื่องราวที่ แอนฟิลด์ ในค่ำคืนนั้นก็จะถูกพูดถึงไปอีกนานแสนนาน

หลังจบฤดูกาลที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ให้สัมภาษณ์กับ หนังสือพิมพ์คาตาลัน เกี่ยวกับเรื่องราวที่ แอนฟิลด์ ในคืนนั้น

เขาย้อนถึงเหตุการณ์ รอบก่อนรองฯ ซีซั่น 2017/18 ที่ ลิเวอร์พูล ยิงใส่ แมนฯ ซิตี้ 3 ประตูในช่วง 31 นาทีแรกของเกม

 “ผมเคยคิดว่าพวกเขาจะทำประตูที่ แอนฟิลด์ ได้ และผมก็มั่นใจด้วยว่าบรรดานักเตะรู้ดีว่า แอนฟิลด์ ก็ยังเป็น แอนฟิลด์ ที่ยอดเยี่ยมเหมือนเดิม คำขวัญที่ว่า -This is Anfield- มันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อใช้ในเรื่องการตลาดหรอก”

 “สนามแห่งนี้มีบางอย่างที่คุณจะไม่มีทางหาเจอในสนามอื่น ถ้าพวกเขาทำได้สัก 1 ลูก คุณก็จะรู้สึกว่าคุณจะเสียอีก 4 ประตูตลอดช่วง 5 นาทีต่อมา คุณจะรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย ส่วนนักเตะของอีกฝ่าย (หมายถึง ลิเวอร์พูล) เหมือนจะคุมเกมเอาไว้ได้ทั่วทั้งสนาม สิ่งที่เกิดขึ้นกับ บาร์ซ่า น่ะ เราเคยเจอด้วยตัวเองมาแล้ว”

    “พวกเขาเคยหัวเราะเยาะผมในตอนที่เรากำลังจะแพ้ 0-3 หลังจากผ่านรอบก่อนรองชนะเลิศไปแค่ 15-20 นาทีแรก มันเป็นสนามที่น่ากลัวมากๆ”

ลิเวอร์พูล ได้รับคำชม แอนฟิลด์และเดอะ ค็อป ได้เปลี่ยนไป แต่ภายใต้งานของ คล็อปป์ เขาได้ค้นพบแก่นสารและค้นพบบรรยากาศอันยอดเยี่ยมอีกครั้ง

ทีมของ คล็อปป์ เดินหน้าเข้าไปสู่ดินแดนของ แชงค์ลี่ย์/เพสลี่ย์ ด้วยสถิติไม่แพ้ใครใน แอนฟิลด์ 45 เกมนับตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2017 ซึ่งสถิติสูงสุดเป็นของ เพสลี่ย์ ที่ทำไว้ 63 เกม ระหว่างปี 1978 ถึง ปี1981

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ จิมมี่ เคส บอกว่า “แอนฟิลด์ กลับมามีบรรยากาศยอดเยี่ยมเหมือนในสมัยของผม ลิเวอร์พูล ชุดนี้เดินลงสนามโดยที่มีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าพวกเขาจะคว้าชัยชนะมาครองได้ นั่นเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม บรรยากาศที่ทำให้คู่แข่งต้องหวาดกลัวได้กลับมาแล้ว ตอนนี้หลายทีมรู้สึกกลัวจนขาสั่นเวลามาเยือนที่นี่ คุณจะมองเห็นได้ถึงเรื่องนั้นจากแนวทางการจัดทีมของบรรดาทีมต่างๆ ที่มาเยือนที่นี่ (หมายถึงทีมที่มาเยือน แอนฟิลด์ มักจะมาเน้นเล่นเกมรับเป็นหลัก เพราะกลัวเสียประตู)”

มันชวนให้นึกถึงตอนที่ รอย คีน เคยบอกว่าหลายต่อหลายทีมต่างก็แพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด ตั้งแต่อยู่ในอุโมงค์ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

ขณะที่ กวาร์ดิโอล่า กับ ซิตี้ ก็น่าจะอยากมีส่วนร่วมกับบรรยากาศแบบนี้เหมือนกัน มันจะน่าสนใจแค่ไหนถ้าทุกวันนี้เขาและ ซิตี้ ยังมี เมน โร้ด เป็นสนามเหย้า ซึ่งสนามนั้นถือเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลอย่างมาก

ลิเวอร์พูล มี แอนฟิลด์ เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่คู่กันมาช้านาน

เสียงเชียร์อันดังสนั่นจากชั้นบนสุดของอัฒจันทร์ฝั่ง เดอะ ค็อป และประวัติศาสตร์ของสโมสรยังสามารถสร้างแรงกระตุ้นให้เจ้าถิ่นได้ มันทำให้บรรดาคู่แข่งต้องหวาดกลัวและตื่นตระหนก

ส่วนทิวทัศน์จากยอดของ สปายอ้อน ค็อป ที่มองเห็นแม่น้ำทูเจล่าอยู่ด้านล่าง

ภูเขาดราเคนสเบิร์กที่โดดเด่นเป็นสง่าจนเห็นได้จากแดนไกล

จุดรำลึกถึงผู้วายชนม์ มันเป็นทิวทัศน์ที่ยอดเยี่ยมมากพอๆ กับทิวทัศน์ใน แอนฟิลด์

จากตรงนี้คุณจะเห็นและเริ่มเข้าใจว่าทำไมการสู้รบอันยิ่งใหญ่ตรงไหล่เขาของทวีปแอฟริกา ถึงกลายเป็นชื่อของสถาบันที่สุดแสนจะยิ่งใหญ่ของ ลิเวอร์พูล

เครดิตโดย>> www.ufabetwinS.com

อ่านต่อได้ที่>> https://www.china-restaurant.org